Baan Pa Toom-Pa Tai Museum | Sakon Series 02

“Baan Pa Toom-Pa Tai” Museum is founded on the purpose to preserve the local wisdom in the Thai traditional textiles and the historical story between the Thai royal family and members of The SUPPORT Foundation. The museum is located at “Baan Nong Khae” village in Sakon Nakhon, one of the provinces in Northeastern Thailand. I…

Explore Sakon | Sakon Series 01

Sakon Nakhon is one of the provinces in the northeastern part of Thailand. Recently it has been famous for the culture of ‘Indigo’ or in Thai ‘Kram’. For years that a younger generation of Sakon Nakhon has gathered to move their province forward and make a change on the image. I have visited Sakon Nakhon…

Autumn in my Seoul

If you knew me since I was studying in the university, you would have known that I was in South Korea as an exchange student in 2011. In Seoul, I had a beautiful and memorable time at Kookmin University, for almost 3 months, that I had been practising a skill of jewellery making in a…

Vivid Taiwan

บันทึกการเดินทางไปประเทศไต้หวันครั้งแรก การเดินทางในครั้งนี้เป็นรางวัลที่ได้จากการประกวดออกแบบในโครงการ “ผ้าขาวม้าท้องถิ่นหัตถศิลป์ไทย” นอกจากจะได้เงินรางวัลแล้ว ยังได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่ประเทศไต้หวันเป็นเวลา 5 วันด้วย ส่วนตัวเราไม่เคยไปไต้หวันมาก่อน แต่จากคำบอกเล่าของใครหลายคน ไต้หวันเป็นประเทศที่พูดภาษาจีน ผู้คนอพยพมาจากประเทศจีน แต่มีความนอบน้อมเป็นระเบียบแบบญี่ปุ่น ทำให้สีสันและลักษณะของงานออกแบบที่เห็นค่อนข้างจัดจ้าน แต่แฝงไปด้วยความน่ารักกุ๊กกิ๊กแบบเด็กๆ หนึ่งในสถานที่ที่ประทับใจที่สุดคือหมู่บ้านสายรุ้ง หรือ Rainbow Village ที่เมืองไถจง ตามคำบอกเล่าของพี่ไกด์ สถานที่แห่งนี้คือหมู่บ้านเก่าของเหล่าทหารผ่านศึก ซึ่งในอดีตรัฐบาลไต้หวันได้สร้างหมู่บ้านชั้นเดียวให้เป็นที่พักของเหล่าทหารกล้าได้อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่หลังจากนั้นเริ่มเล็งเห็นมูลค่าเพิ่มของพื้นที่โดยรอบ จึงต้องการรื้อถอนและสร้างเป็นสิ่งปลูกสร้างอื่นที่ทำเงินได้ ในขณะที่กำลังเกิดการรื้อถอนขึ้น ได้มีนายทหารเก่าคนหนึ่งชื่อคุณลุง Huang Yung-fu ได้เริ่มต้นขีดเขียนและวาดรูปลงบนผนังบ้านพักของตนเอง เป็นลวดลายน่ารัก สีสันสดใส กลายเป็นที่ถูกใจของคนในหมู่บ้าน จึงเห็นดีเห็นงามและอนุญาตให้คุณลุงวาดฝาผนังบ้านของตนเองด้วย จนกระทั่งนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปะละแวกนั้นได้มาพบเข้า จึงเกิดการบอกต่อๆ กันไป ไม่ว่าจะเป็นปากต่อปากหรือการใช้ Social Media ทำให้สถานที่แห่งนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และเกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อปกป้องให้หมู่บ้านแห่งนี้ได้คงอยู่ต่อไป จนรัฐบาลได้ออกมาประกาศยกเลิกการรื้อถอน และได้ประกาศให้หมู่บ้านสายรุ้งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของไต้หวัน โดยตัวคุณลุง Huang Yung-Fu ก็ยังอาศัยอยู่ในบริเวณหมู่บ้านนี้ ซึ่งปัจจุบันมีอายุถึง 97 ปีแล้ว! คุณลุงนั้นเรียกว่าเป็นมาสคอตของที่นี่ก็ว่าได้ เพราะเป็นคนวาดรูปทั้งหมด และยังปกป้องให้หมู่บ้านแห่งนี้ไม่ถูกทำลายลงไป จึงไม่น่าแปลกใจที่แขกไปใครมาจะต้องขอถ่ายรูปกับคุณลุง…

In remembrance of Wendy Ramshaw

  Who is Wendy Ramshaw? เวนดี้ แรมชอว์อาจไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูของคนทั่วไป แต่สำหรับนักเรียนสาขาวิชาออกแบบเครื่องประดับ พวกเรารู้จักและจดจำเธอได้ตั้งแต่คาบแรกๆ ที่เข้าเรียน เพราะชื่อเสียงและผลงานของเธอมักถูกยกขึ้นมาเป็นกรณีตัวอย่างเสมอ   Neckpiece for Picasso’s ‘Portrait of a woman’ Title: ‘Air’, from Wendy’s exhibition ‘Journey Through Glass’. Date: 2007. Materials: Glass and 18ct gold. Photo credit: Graham Pym Title:‘Chain of Glass Tears for Weeping Woman’. Date: 1998 . Materials: Glass and blackened steel, series of…

A McQueen’s tale

เชื่อว่าไม่มีนักเรียนแฟชั่นคนไหนไม่เคยได้ยินชื่อ Alexander McQueen (อเล็กซานเดอร์ แมคควีน) เด็กหนุ่มชนชั้นกลางจากกรุงลอนดอน ที่ใช้ความสามารถและความลุ่มหลงในการตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้สึก ความอัดอั้นตันใจ และตัวตนที่ถูกเก็บซ่อนไว้ เพื่อรอวันปะทุและระเบิดสู่สายตาสาธารณชน เป็นเวลากว่า 10 ปีที่แมคควีนโลดแล่นอยู่ในอุตสาหกรรมแฟชั่น สร้างชื่อเสียงระดับโลกและเป็นที่ยอมรับในแวดวงแฟชั่นชั้นสูง แต่เขากลับปลิดชีวิตตนเองลงในวันที่สูญเสียคนที่รักที่สุดไป นี่คือเรื่องราวของ Lee Alexander McQueen ผ่านภาพยนตร์สารคดีที่บอกเล่าตัวตนของเขา “แบรนด์ของผมก็จะตายไปพร้อมกับผมนี่ล่ะ” “เพราะคอลเลคชั่นของผมเป็นเรื่องส่วนตัวมาก ถ้าไม่ใช่ผม แล้วใครจะทำออกมาได้” เมื่อถูกถามถึงการรับช่วงต่อแบรนด์ภายใต้ชื่อของเขา อเล็กซานเดอร์ แมคควีนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “แบรนด์จะตายไปพร้อมกับผม” แต่หลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว 8 ปี ปัจจุบันแบรนด์ Alexander McQueen ยังคงเป็นหนึ่งในแบรนด์แฟชั่นชั้นนำภายใต้การดูแลของ Creative Director คนปัจจุบัน Sarah Burton อดีตมือขวาของแมคควีนเอง   “I always wanted to be a designer. I read books on fashion from the age of…

Breakfast at Tiffany’s

  แทบไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อของ Breakfast at Tiffany’s ภาพยนตร์แจ้งเกิด Audrey Hepburn ในบทบาทของ Holly Golightly สาวน้อยที่หลงใหลในเครื่องประดับของ Tiffany & Co. อันเป็นที่มาของฉากในตำนานที่เธอไปยืนดื่มกาแฟและเคี้ยวขนมปังอยู่หน้าร้าน และถึงแม้จะผ่านเวลามานานกว่า 50 ปี ทุกวันนี้ยังคงมีแฟนๆ ไปถ่ายรูปและทำท่าทางตามเธออยู่เสมอ ข่าวดีก็คือ ปลายปี 2017 ที่ผ่านมา บริเวณชั้นล่างของร้าน Tiffany & Co. สาขาใหญ่ที่นิวยอร์คได้เปิดบริการให้ลูกค้าเข้าไปรับประทานอาหารเช้าได้จริงๆ โดยให้ชื่อสถานที่นี้ว่า Blue Café ที่ซึ่งทุกอย่างถูกเนรมิตขึ้นด้วยสีฟ้าประจำตัวของ Tiffany’s หรือที่เรียกว่า Tiffany Blue นั่นเอง     Tiffany Blue คือเฉดสีฟ้าเฉพาะตัวของ Tiffany & Co. โดยมีการกำหนดค่าสี Pantone อยู่ที่หมายเลข 1837 ซึ่งตรงกับปีที่ Tiffany & Co. ก่อตั้งขึ้น สีฟ้านี้ได้ถูกนำไปใช้ในทุกสิ่งและทุกสื่อที่ Tiffany’s นำเสนอสู่สายตาชาวโลก ทั้งปรากฏอยู่บนบรรจุภัณฑ์…

May Kate Rest in Peace

ต่อให้ไม่ใช่คนในหรือคนที่สนใจแวดวงแฟชั่น ย่อมต้องเคยได้ยิน รู้จัก หรืออาจเคยเป็นเจ้าของกระเป๋ายี่ห้อดัง Kate Spade New York ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยรูปทรงน่ารักที่หลากหลาย มีให้เลือกทั้งแบบเรียบง่ายและสนุกสนาน บวกกับสีสันอันสดใสแบบเด็กๆ ทำให้ Kate Spade กลายเป็นกระเป๋าแบรนด์เนมใบแรกในชีวิตของผู้หญิงอเมริกันหลายล้านคน และจากอารมณ์บวกในภาพลักษณ์ของแบรนด์นี้เองที่ทำให้ข่าวการเสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายของนักออกแบบและผู้ก่อตั้ง เคท สเปด สร้างความตกใจและช็อคคนทั้งโลกได้ในชั่วข้ามคืน หลายคนคาดเดากันไปต่างๆ นานา ถึงเหตุผลที่ทำให้เคทตัดสินใจเช่นนี้ ส่วนมากมุ่งประเด็นไปที่สามีของเธอ แอนดี้ สเปด ผู้ผลักดันและปลุกปั้นแบรนด์ Kate Spade New York มาด้วยกัน ทั้งกระแสที่ว่าเธอเป็นโรคซึมเศร้าและมีอาการวิตกจริตอยู่แล้ว หรือกระแสที่ว่ามีการเขียนจดหมายลาตายทิ้งไว้ให้ลูกสาว โดยเฉพาะคำลงท้ายที่ว่า Ask daddy! ทั้งหมดนี้ยังเป็นปริศนาที่เราจะมาลองวิเคราะห์ และย้อนกลับไปดูกระเป๋าของแบรนด์เพื่อระลึกถึงเคท สเปดผู้ล่วงลับ   Andy and Kate Spade in 2014. CreditAngela Pham/BFA, via Shutterstock   เริ่มจากแบรนด์ Kate Spade New York นั้นมีต้นกำเนิดจากการผลักดันของแอนดี้ที่เห็นภรรยาทำงานในวงการแฟชั่น…

Love saves the Bees

ยังคงเกาะกระแสงานแต่งงานครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างเจ้าชายแฮร์รี่แห่งราชวงศ์อังกฤษและเมแกน มาร์เคิล ดารานักแสดงสาวชาวอเมริกัน ในโพสนี้ เราขอพูดถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจแต่อาจถูกมองข้ามไปในพิธีเสกสมรส เพราะสื่อส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการจัดลำดับการแต่งกายของแขกในงาน การเปรียบเทียบระหว่างสะใภ้เจ้าทั้งสอง และเครื่องประดับราชวงศ์ที่ดัสเชสแห่งซัสเซกส์จะเลือกสวม รวมไปถึงการตกแต่ง St. George’s Chapel สถานที่จัดงานที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยสัญลักษณ์ที่มีความหมาย หนึ่งในนั้นคือการช่วยเหลือผึ้งที่กำลังจะสูญพันธุ์ด้วยการประดับไม้ดอกในงานแต่งงาน!     ฟังดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่หลายปีมานี้ประเด็นเรื่องการใกล้สูญพันธุ์ของผึ้ง (Honey Bee) เป็นปัญหาระดับโลก เพราะสิ่งที่จะตามมาหากไม่มีผึ้งแล้วอาจทำให้มนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ด้วยเหตุผลง่ายๆ เนื่องจากผึ้งทำหน้าที่ผสมเกสรดอกไม้และพืชพันธุ์กว่า 70% ที่มนุษย์บริโภคเป็นอาหารนั่นเอง ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้ผึ้งใกล้สูญพันธุ์เกิดจากปัญหาการใช้สารเคมี ที่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้าง และคร่าชีวิตผึ้งงานอย่างรวดเร็ว ประเด็นนี้กลายเป็นที่สนใจในวงกว้าง ไม่เว้นแม้แต่วงการแฟชั่นที่มีเส้นใยฝ้ายเป็นตัวการสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงเนื่องจากผึ้งเป็นสิ่งมีชีวิตที่คอยผสมเกสรให้ต้นฝ้ายเจริญเติบโตจนสามารถนำมาถักทอเป็นผืนผ้า   ในวงการเครื่องประดับเองก็ไม่ได้เพิกเฉยต่อกระแสนี้ ในการคาดการณ์ Trend การออกแบบ Gems Vision ประจำฤดูร้อนและฤดูใบไม้ปี 2019 ของ Swarovski นั้นได้มีการนำ element ของผึ้งมาใช้และนำเสนอในรูปแบบการสวมใส่ที่ต่างไปจากเดิม ซึ่งหลายแบรนด์ได้นำรูปทรงของผึ้งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งใน Collection ตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะนอกจากจะสื่อความหมายถึงการอนุรักษ์พันธุ์ผึ้งให้อยู่รอดต่อไป ตัวผึ้งเองยังเป็นสัญลักษณ์และตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังถ่ายทอดอารมณ์ความสดใสตามฤดูกาลได้เป็นอย่างดี Pandora Shine…

Royal Wedding Fashion

นอกจากชุดแต่งงานและเทียร่าของเมแกน มาร์เคิลที่ผู้คนทั่วโลกต่างตั้งตารอดูแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือแฟชั่นของเหล่าผู้เข้าร่วมงานในพิธีเสกสมรสครั้งประวัติศาสตร์นี้ เพราะนอกจากจะได้เห็นการแต่งตัวที่ไม่ธรรมดาของแต่ละคนแล้ว ยังจะได้เห็นความสามารถในการประยุกต์รสนิยมส่วนบุคคลเข้ากับธรรมเนียมอนุรักษ์นิยมตามฉบับผู้ดีชาวอังกฤษอีกด้วย เพราะในการออกงานของชาวอังกฤษนั้นมาพร้อมกับธรรมเนียมปฏิบัติที่เคร่งครัดเสมอ!     การเป็นแขกในงานแต่งงานช่วงเช้าหรือพิธีในโบสถ์นั้น ตามธรรมเนียมปฏิบัติ สุภาพสตรีชาวอังกฤษจะต้องสวมหมวก และหากเป็นเหล่าราชวงศ์จะพ่วงด้วยการสวมถุงมือสีขาวยาวถึงข้อศอกพร้อมด้วยพระมาลา (หมวก) แต่ภายหลังธรรมเนียมปฏิบัตินี้ดูจะผ่อนปรนลงไปบ้าง สังเกตได้จากในพิธีเสกสมรสของดยุกและดัสเชสแห่งซักเซกส์ที่ผ่านมา ราชวงศ์ที่ยังสวมถุงมือสีขาวมีเพียงสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบ็ธที่ 2 พระองค์เดียวเท่านั้น ในขณะที่ทางฝั่งสุภาพบุรุษ การใส่สูทในพิธีช่วงเช้านั้นก็มีธรรมเนียมปฏิบัติเช่นกัน โดยจะต้องเป็นสูทยาวมีหาง แบบเดียวกับการแต่งกายไปชมการแข่งม้าหรือที่เรียกว่า Royal Ascot อันโด่งดังของประเทศอังกฤษ นอกจากนี้ยังต้องสวมเสื้อกั๊ก (waistcoat) ด้านในพร้อมเนคไทในสีสันที่เหมาะสม ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้วการเลือกสีสูทในพิธีการช่วงเช้านั้นมีชื่อเรียกสีเฉพาะว่า Morning Grey โดยจะเป็นสีเทาโทนที่อ่อนกว่าสูทออกงานกลางคืน     พูดถึงเรื่องสี จะสังเกตได้ว่าแขกในพิธีเสกสมรสครั้งนี้ หลายคนเลือกสวมสีน้ำเงินเพราะนอกจากจะเป็นสีสุภาพแล้ว ยังค่อนข้างปลอดภัย ไม่ตกเป็นหนึ่งในรายชื่อการแต่งกายยอดแย่ในโพลที่มักจะถูกจัดลำดับตามงานสังคมต่างๆ อย่างไรก็ตามการแต่งกายที่เหมาะสมในการไปงานแต่งงานนั้นควรสวมเสื้อผ้าสีสันสดใส เพื่อแฝงความหมายถึงการอวยพรให้ความรักของคู่บ่าวสาว เช่นเดียวกันกับดอกไม้ที่ใช้ตกแต่ง งานแต่งงานตามธรรมเนียมอังกฤษนั้นมักใช้ดอกไม้สีส้ม โดยต้องเป็นสีส้มสด หรือเหลืองสด อีกทั้งยังมีกิมมิกเล็กๆ อย่างการใช้สัญลักษณ์ของผึ้งแทนความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ เปรียบเสมือนการอวยพรให้ครอบครัวมีแต่ความสุขและมีทายาทโดยไว     นอกจากนี้การแต่งกายของสุภาพสตรียังเน้นชุดเดรสตามธรรมเนียมปฏิบัติ กล่าวคือในพิธีการช่วงเช้าจะแต่งกายสุภาพ ไม่เปิดเนื้อหนังให้เห็นมากนัก และใส่กระโปรงที่ยาวคลุมเข่าแต่ไม่ยาวลากพื้น เพราะการใส่กระโปรงยาวนั้นเป็นธรรมเนียมของการออกงานกลางคืน…

Beautiful tiara in the Royal Wedding

เรียกว่าพลิกทุกโผที่เคยทำนายถึงเทียร่าที่เมแกน มาร์เคิล หรือตำแหน่งปัจจุบัน The Duchess of Sussex หมาดๆ จะเลือกสวมในพิธีเสกสมรสกับเจ้าชายแฮร์รี่แห่งราชวงศ์อังกฤษ ปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวการแต่งงานของทั้งคู่นั้นอยู่ในความสนใจของคนทั้งโลก เห็นได้จากยอดการถ่ายทอดสดที่กระจายไปทั่วทุกทวีป โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาประเทศบ้านเกิดของดัสเชสที่ตื่นเต้นกับเหตุการณ์นี้มากจนมีการออกอากาศเกือบทุกช่อง ก่อนหน้านี้ข่าวการสวมเทียร่าของเมแกนนั้นได้มีการคาดเดากันไว้มากมาย เนื่องจากเทียร่าเป็นเครื่องประดับสำคัญในพิธีแต่งงาน และสมบัติของราชวงศ์อังกฤษนั้นมีมหาศาล ทำให้เกิดการวิเคราะห์ว่าเจ้าหญิงพระองค์ใหม่ของอังกฤษจะเลือกหรือได้รับพระราชทานเทียร่าชิ้นใดในวันสำคัญนี้     จากกระแสหลัก ทุกสื่อต่างลงความเห็นว่าเมแกนน่าจะสวมเทียร่าของเจ้าหญิงไดอาน่าในพิธีสำคัญ แต่กลับพลิกโผเมื่อดัสเซสแห่งซัสเซกส์ปรากฏกายพร้อมกับเทียร่าที่ไม่ได้เห็นมานานร่วม 60 ปี Diamond Bandeau Tiara หรือ Filigree Tiara ชิ้นนี้ ในอดีตเคยเป็นของขวัญที่พระราชินีแมรี่ได้รับพระราชทานเนื่องในวันแต่งงาน โดยพระองค์มีศักดิ์เป็นย่าของควีนอลิซาเบ็ธที่ 2 ผู้ปกครองประเทศอังกฤษและเครือจักรภพในปัจจุบัน ความพิเศษของเทียร่าชิ้นนี้คือสามารถดึงเพชรเม็ดกลางออกมาใช้เป็นเข็มกลัดได้ ซึ่งถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเครื่องประดับราชวงศ์ ที่ไม่เพียงแต่มีลักษณะการใช้งานจำเพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสามารถถอดประกอบ ดัดแปลง และนำไปใช้ออกงานที่แตกต่างกันได้ด้วย   ที่มา: The Sun   ตามธรรมเนียมของราชวงศ์อังกฤษเทียร่าเปรียบได้กับสิ่งที่อยู่คู่กับพิธีเสกสมรสเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นการเลือกหรือการได้รับพระราชทานเทียร่าชิ้นใดนั้นจึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ ในโพสนี้จึงขอย้อนดูความสวยงามและความร่ำรวยของราชวงศ์อังกฤษว่ามีเทียร่าชิ้นใดในครอบครองบ้าง และเจ้าสาวพระองค์ใดได้สวมใส่ในวันสำคัญของตน   Kate Middleton, The Duchess of Cambridge…

The Natural Projects by HEMMERLE

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ธรรมชาติ นั้นเป็นแรงบันดาลใจหลักของนักออกแบบเครื่องประดับมาทุกยุคทุกสมัย ดังปรากฏให้เห็นในประวัติศาสตร์ศิลปะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าวิวัฒนาการความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าใด ต่อให้มีการค้นพบเทคนิคใหม่ๆ หรือการทดลองใช้วัสดุสังเคราะห์ต่างๆ เราจะยังเห็นรูปทรงของเครื่องประดับตลอดจนสีสันของอัญมณีนั้นมีการลอกเลียนความงามจากธรรมชาติอยู่เสมอ   จากความทับซ้อนของแรงบันดาลใจที่มานี้เอง ที่ทำให้แต่ละแบรนด์ต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อจะสร้างความแตกต่างและเอกลักษณ์เฉพาะขึ้น จากรูปทรงธรรมดาที่พบเห็นทั่วไปตามธรรมชาติ พืชพันธุ์ ดอกไม้ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ถูกหยิบมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับนักออกแบบคือการดึงเอาเสน่ห์ของแบรนด์นั้นๆ มาผสมผสานกับความเรียบง่ายตามธรรมชาติ และสร้างสรรค์เป็นเครื่องประดับที่บ่งบอกตัวตนของผู้สวมใส่ให้ดีที่สุด เช่นเดียวกับ Hemmerle แบรนด์เครื่องประดับสัญชาติเยอรมัน (อ่านออกเสียงแบบเยอรมันว่า เฮมแมร์เลอร์) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 125 ปี ที่สำคัญ Hemmerle เป็นกิจการที่สืบทอดกันมาในครอบครัว ปัจจุบันนี้ดำเนินการโดยทายาทรุ่นที่ 4 แล้ว และสิ่งที่ทำให้ Hemmerle โดดเด่นมากคือการเลือกใช้รูปทรงจากธรรมชาติ โดยหยิบเอาผลิตผลใกล้ตัวมาออกแบบเป็นเครื่องประดับ แต่ซ่อนความพิเศษด้วยรายละเอียดที่รังสรรค์ขึ้นจากช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เครื่องประดับของ Hemmerle มีกลิ่นอายที่แตกต่างจากแบรนด์เยอรมันและแบรนด์อื่นๆ ทั่วไป   อีกหนึ่งเทคนิคที่โดดเด่นของ Hemmerle คือการฝังพลอยกลับด้าน หรือที่เรียกว่า Reverse Stone Setting เป็นการฝังอัญมณีแบบหันด้านแหลมขึ้นบน และเอาหน้าพลอยฝังลงไปในตัวเรือนแทน ซึ่งเริ่มต้นจากความต้องการที่จะเลียนแบบพื้นผิวแหลมคมของสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น ลักษณะเฉพาะตัวของสัปปะรด และหนามที่เป็นเอกลักษณ์ของทุเรียน โดยมากเครื่องประดับที่ใช้เทคนิคนี้จะเป็นต่างหู…