May Kate Rest in Peace

ต่อให้ไม่ใช่คนในหรือคนที่สนใจแวดวงแฟชั่น ย่อมต้องเคยได้ยิน รู้จัก หรืออาจเคยเป็นเจ้าของกระเป๋ายี่ห้อดัง Kate Spade New York ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยรูปทรงน่ารักที่หลากหลาย มีให้เลือกทั้งแบบเรียบง่ายและสนุกสนาน บวกกับสีสันอันสดใสแบบเด็กๆ ทำให้ Kate Spade กลายเป็นกระเป๋าแบรนด์เนมใบแรกในชีวิตของผู้หญิงอเมริกันหลายล้านคน และจากอารมณ์บวกในภาพลักษณ์ของแบรนด์นี้เองที่ทำให้ข่าวการเสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายของนักออกแบบและผู้ก่อตั้ง เคท สเปด สร้างความตกใจและช็อคคนทั้งโลกได้ในชั่วข้ามคืน หลายคนคาดเดากันไปต่างๆ นานา ถึงเหตุผลที่ทำให้เคทตัดสินใจเช่นนี้ ส่วนมากมุ่งประเด็นไปที่สามีของเธอ แอนดี้ สเปด ผู้ผลักดันและปลุกปั้นแบรนด์ Kate Spade New York มาด้วยกัน ทั้งกระแสที่ว่าเธอเป็นโรคซึมเศร้าและมีอาการวิตกจริตอยู่แล้ว หรือกระแสที่ว่ามีการเขียนจดหมายลาตายทิ้งไว้ให้ลูกสาว โดยเฉพาะคำลงท้ายที่ว่า Ask daddy! ทั้งหมดนี้ยังเป็นปริศนาที่เราจะมาลองวิเคราะห์ และย้อนกลับไปดูกระเป๋าของแบรนด์เพื่อระลึกถึงเคท สเปดผู้ล่วงลับ   Andy and Kate Spade in 2014. CreditAngela Pham/BFA, via Shutterstock   เริ่มจากแบรนด์ Kate Spade New York นั้นมีต้นกำเนิดจากการผลักดันของแอนดี้ที่เห็นภรรยาทำงานในวงการแฟชั่น…

Love saves the Bees

ยังคงเกาะกระแสงานแต่งงานครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างเจ้าชายแฮร์รี่แห่งราชวงศ์อังกฤษและเมแกน มาร์เคิล ดารานักแสดงสาวชาวอเมริกัน ในโพสนี้ เราขอพูดถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจแต่อาจถูกมองข้ามไปในพิธีเสกสมรส เพราะสื่อส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการจัดลำดับการแต่งกายของแขกในงาน การเปรียบเทียบระหว่างสะใภ้เจ้าทั้งสอง และเครื่องประดับราชวงศ์ที่ดัสเชสแห่งซัสเซกส์จะเลือกสวม รวมไปถึงการตกแต่ง St. George’s Chapel สถานที่จัดงานที่ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยสัญลักษณ์ที่มีความหมาย หนึ่งในนั้นคือการช่วยเหลือผึ้งที่กำลังจะสูญพันธุ์ด้วยการประดับไม้ดอกในงานแต่งงาน!     ฟังดูแล้วไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่หลายปีมานี้ประเด็นเรื่องการใกล้สูญพันธุ์ของผึ้ง (Honey Bee) เป็นปัญหาระดับโลก เพราะสิ่งที่จะตามมาหากไม่มีผึ้งแล้วอาจทำให้มนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ ด้วยเหตุผลง่ายๆ เนื่องจากผึ้งทำหน้าที่ผสมเกสรดอกไม้และพืชพันธุ์กว่า 70% ที่มนุษย์บริโภคเป็นอาหารนั่นเอง ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้ผึ้งใกล้สูญพันธุ์เกิดจากปัญหาการใช้สารเคมี ที่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้าง และคร่าชีวิตผึ้งงานอย่างรวดเร็ว ประเด็นนี้กลายเป็นที่สนใจในวงกว้าง ไม่เว้นแม้แต่วงการแฟชั่นที่มีเส้นใยฝ้ายเป็นตัวการสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงเนื่องจากผึ้งเป็นสิ่งมีชีวิตที่คอยผสมเกสรให้ต้นฝ้ายเจริญเติบโตจนสามารถนำมาถักทอเป็นผืนผ้า   ในวงการเครื่องประดับเองก็ไม่ได้เพิกเฉยต่อกระแสนี้ ในการคาดการณ์ Trend การออกแบบ Gems Vision ประจำฤดูร้อนและฤดูใบไม้ปี 2019 ของ Swarovski นั้นได้มีการนำ element ของผึ้งมาใช้และนำเสนอในรูปแบบการสวมใส่ที่ต่างไปจากเดิม ซึ่งหลายแบรนด์ได้นำรูปทรงของผึ้งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งใน Collection ตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะนอกจากจะสื่อความหมายถึงการอนุรักษ์พันธุ์ผึ้งให้อยู่รอดต่อไป ตัวผึ้งเองยังเป็นสัญลักษณ์และตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังถ่ายทอดอารมณ์ความสดใสตามฤดูกาลได้เป็นอย่างดี Pandora Shine…

Royal Wedding Fashion

นอกจากชุดแต่งงานและเทียร่าของเมแกน มาร์เคิลที่ผู้คนทั่วโลกต่างตั้งตารอดูแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือแฟชั่นของเหล่าผู้เข้าร่วมงานในพิธีเสกสมรสครั้งประวัติศาสตร์นี้ เพราะนอกจากจะได้เห็นการแต่งตัวที่ไม่ธรรมดาของแต่ละคนแล้ว ยังจะได้เห็นความสามารถในการประยุกต์รสนิยมส่วนบุคคลเข้ากับธรรมเนียมอนุรักษ์นิยมตามฉบับผู้ดีชาวอังกฤษอีกด้วย เพราะในการออกงานของชาวอังกฤษนั้นมาพร้อมกับธรรมเนียมปฏิบัติที่เคร่งครัดเสมอ!     การเป็นแขกในงานแต่งงานช่วงเช้าหรือพิธีในโบสถ์นั้น ตามธรรมเนียมปฏิบัติ สุภาพสตรีชาวอังกฤษจะต้องสวมหมวก และหากเป็นเหล่าราชวงศ์จะพ่วงด้วยการสวมถุงมือสีขาวยาวถึงข้อศอกพร้อมด้วยพระมาลา (หมวก) แต่ภายหลังธรรมเนียมปฏิบัตินี้ดูจะผ่อนปรนลงไปบ้าง สังเกตได้จากในพิธีเสกสมรสของดยุกและดัสเชสแห่งซักเซกส์ที่ผ่านมา ราชวงศ์ที่ยังสวมถุงมือสีขาวมีเพียงสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบ็ธที่ 2 พระองค์เดียวเท่านั้น ในขณะที่ทางฝั่งสุภาพบุรุษ การใส่สูทในพิธีช่วงเช้านั้นก็มีธรรมเนียมปฏิบัติเช่นกัน โดยจะต้องเป็นสูทยาวมีหาง แบบเดียวกับการแต่งกายไปชมการแข่งม้าหรือที่เรียกว่า Royal Ascot อันโด่งดังของประเทศอังกฤษ นอกจากนี้ยังต้องสวมเสื้อกั๊ก (waistcoat) ด้านในพร้อมเนคไทในสีสันที่เหมาะสม ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้วการเลือกสีสูทในพิธีการช่วงเช้านั้นมีชื่อเรียกสีเฉพาะว่า Morning Grey โดยจะเป็นสีเทาโทนที่อ่อนกว่าสูทออกงานกลางคืน     พูดถึงเรื่องสี จะสังเกตได้ว่าแขกในพิธีเสกสมรสครั้งนี้ หลายคนเลือกสวมสีน้ำเงินเพราะนอกจากจะเป็นสีสุภาพแล้ว ยังค่อนข้างปลอดภัย ไม่ตกเป็นหนึ่งในรายชื่อการแต่งกายยอดแย่ในโพลที่มักจะถูกจัดลำดับตามงานสังคมต่างๆ อย่างไรก็ตามการแต่งกายที่เหมาะสมในการไปงานแต่งงานนั้นควรสวมเสื้อผ้าสีสันสดใส เพื่อแฝงความหมายถึงการอวยพรให้ความรักของคู่บ่าวสาว เช่นเดียวกันกับดอกไม้ที่ใช้ตกแต่ง งานแต่งงานตามธรรมเนียมอังกฤษนั้นมักใช้ดอกไม้สีส้ม โดยต้องเป็นสีส้มสด หรือเหลืองสด อีกทั้งยังมีกิมมิกเล็กๆ อย่างการใช้สัญลักษณ์ของผึ้งแทนความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ เปรียบเสมือนการอวยพรให้ครอบครัวมีแต่ความสุขและมีทายาทโดยไว     นอกจากนี้การแต่งกายของสุภาพสตรียังเน้นชุดเดรสตามธรรมเนียมปฏิบัติ กล่าวคือในพิธีการช่วงเช้าจะแต่งกายสุภาพ ไม่เปิดเนื้อหนังให้เห็นมากนัก และใส่กระโปรงที่ยาวคลุมเข่าแต่ไม่ยาวลากพื้น เพราะการใส่กระโปรงยาวนั้นเป็นธรรมเนียมของการออกงานกลางคืน…

Beautiful tiara in the Royal Wedding

เรียกว่าพลิกทุกโผที่เคยทำนายถึงเทียร่าที่เมแกน มาร์เคิล หรือตำแหน่งปัจจุบัน The Duchess of Sussex หมาดๆ จะเลือกสวมในพิธีเสกสมรสกับเจ้าชายแฮร์รี่แห่งราชวงศ์อังกฤษ ปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวการแต่งงานของทั้งคู่นั้นอยู่ในความสนใจของคนทั้งโลก เห็นได้จากยอดการถ่ายทอดสดที่กระจายไปทั่วทุกทวีป โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาประเทศบ้านเกิดของดัสเชสที่ตื่นเต้นกับเหตุการณ์นี้มากจนมีการออกอากาศเกือบทุกช่อง ก่อนหน้านี้ข่าวการสวมเทียร่าของเมแกนนั้นได้มีการคาดเดากันไว้มากมาย เนื่องจากเทียร่าเป็นเครื่องประดับสำคัญในพิธีแต่งงาน และสมบัติของราชวงศ์อังกฤษนั้นมีมหาศาล ทำให้เกิดการวิเคราะห์ว่าเจ้าหญิงพระองค์ใหม่ของอังกฤษจะเลือกหรือได้รับพระราชทานเทียร่าชิ้นใดในวันสำคัญนี้     จากกระแสหลัก ทุกสื่อต่างลงความเห็นว่าเมแกนน่าจะสวมเทียร่าของเจ้าหญิงไดอาน่าในพิธีสำคัญ แต่กลับพลิกโผเมื่อดัสเซสแห่งซัสเซกส์ปรากฏกายพร้อมกับเทียร่าที่ไม่ได้เห็นมานานร่วม 60 ปี Diamond Bandeau Tiara หรือ Filigree Tiara ชิ้นนี้ ในอดีตเคยเป็นของขวัญที่พระราชินีแมรี่ได้รับพระราชทานเนื่องในวันแต่งงาน โดยพระองค์มีศักดิ์เป็นย่าของควีนอลิซาเบ็ธที่ 2 ผู้ปกครองประเทศอังกฤษและเครือจักรภพในปัจจุบัน ความพิเศษของเทียร่าชิ้นนี้คือสามารถดึงเพชรเม็ดกลางออกมาใช้เป็นเข็มกลัดได้ ซึ่งถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเครื่องประดับราชวงศ์ ที่ไม่เพียงแต่มีลักษณะการใช้งานจำเพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสามารถถอดประกอบ ดัดแปลง และนำไปใช้ออกงานที่แตกต่างกันได้ด้วย   ที่มา: The Sun   ตามธรรมเนียมของราชวงศ์อังกฤษเทียร่าเปรียบได้กับสิ่งที่อยู่คู่กับพิธีเสกสมรสเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นการเลือกหรือการได้รับพระราชทานเทียร่าชิ้นใดนั้นจึงมีความสำคัญเป็นพิเศษ ในโพสนี้จึงขอย้อนดูความสวยงามและความร่ำรวยของราชวงศ์อังกฤษว่ามีเทียร่าชิ้นใดในครอบครองบ้าง และเจ้าสาวพระองค์ใดได้สวมใส่ในวันสำคัญของตน   Kate Middleton, The Duchess of Cambridge…

The Natural Projects by HEMMERLE

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ธรรมชาติ นั้นเป็นแรงบันดาลใจหลักของนักออกแบบเครื่องประดับมาทุกยุคทุกสมัย ดังปรากฏให้เห็นในประวัติศาสตร์ศิลปะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าวิวัฒนาการความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าใด ต่อให้มีการค้นพบเทคนิคใหม่ๆ หรือการทดลองใช้วัสดุสังเคราะห์ต่างๆ เราจะยังเห็นรูปทรงของเครื่องประดับตลอดจนสีสันของอัญมณีนั้นมีการลอกเลียนความงามจากธรรมชาติอยู่เสมอ   จากความทับซ้อนของแรงบันดาลใจที่มานี้เอง ที่ทำให้แต่ละแบรนด์ต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อจะสร้างความแตกต่างและเอกลักษณ์เฉพาะขึ้น จากรูปทรงธรรมดาที่พบเห็นทั่วไปตามธรรมชาติ พืชพันธุ์ ดอกไม้ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ถูกหยิบมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับนักออกแบบคือการดึงเอาเสน่ห์ของแบรนด์นั้นๆ มาผสมผสานกับความเรียบง่ายตามธรรมชาติ และสร้างสรรค์เป็นเครื่องประดับที่บ่งบอกตัวตนของผู้สวมใส่ให้ดีที่สุด เช่นเดียวกับ Hemmerle แบรนด์เครื่องประดับสัญชาติเยอรมัน (อ่านออกเสียงแบบเยอรมันว่า เฮมแมร์เลอร์) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 125 ปี ที่สำคัญ Hemmerle เป็นกิจการที่สืบทอดกันมาในครอบครัว ปัจจุบันนี้ดำเนินการโดยทายาทรุ่นที่ 4 แล้ว และสิ่งที่ทำให้ Hemmerle โดดเด่นมากคือการเลือกใช้รูปทรงจากธรรมชาติ โดยหยิบเอาผลิตผลใกล้ตัวมาออกแบบเป็นเครื่องประดับ แต่ซ่อนความพิเศษด้วยรายละเอียดที่รังสรรค์ขึ้นจากช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เครื่องประดับของ Hemmerle มีกลิ่นอายที่แตกต่างจากแบรนด์เยอรมันและแบรนด์อื่นๆ ทั่วไป   อีกหนึ่งเทคนิคที่โดดเด่นของ Hemmerle คือการฝังพลอยกลับด้าน หรือที่เรียกว่า Reverse Stone Setting เป็นการฝังอัญมณีแบบหันด้านแหลมขึ้นบน และเอาหน้าพลอยฝังลงไปในตัวเรือนแทน ซึ่งเริ่มต้นจากความต้องการที่จะเลียนแบบพื้นผิวแหลมคมของสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น ลักษณะเฉพาะตัวของสัปปะรด และหนามที่เป็นเอกลักษณ์ของทุเรียน โดยมากเครื่องประดับที่ใช้เทคนิคนี้จะเป็นต่างหู…

Jewels by JAR

หากใครเคยไปเที่ยวกรุงปารีส เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส ย่อมรู้จักและอาจเคยมีโอกาสสัมผัสกับย่าน Place Vendôme ใจกลางเมือง อันเป็นที่ตั้งของร้านขายเครื่องประดับหลากหลายแบรนด์ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีราคาสูง ชื่อคุ้นหู และมีสาขาทั่วโลก ไม่ว่าจะแบรนด์ใหญ่อย่าง Cartier, Van Cleef & Arpels หรือแบรนด์แฟชั่นอย่าง Chanel และ Louis Vuitton ท่ามกลางบรรดาร้านเครื่องประดับสุดหรูเหล่านั้น หากไม่ทันสังเกตอาจเดินผ่านเลยไป กับร้านที่มี window display เป็นเครื่องประดับเพียง 1 ชิ้น และป้ายที่บอกชื่อแบรนด์ว่า JAR อยู่ด้านบน   ที่มา: Christopher Niquet   JAR (อ่านว่า จาร์) เป็นใครมาจากไหน ทำไมจึงมีหน้าร้านอยู่บนถนน Place Vendôme สุดหรูได้ แต่กลับใช้พื้นที่บริเวณนี้จัดหน้าร้านเหมือนกับปิดไว้ ราวกับไม่ต้องการต้อนรับลูกค้า และไม่พยายามจะนำเสนอเครื่องประดับใดๆ ออกสู่สายตาคนภายนอก สร้างความน่าสงสัยในตัวตนของแบรนด์ยิ่งนัก เพราะนอกจากจะมีหน้าร้านเพียงแห่งเดียว JAR ไม่มีแม้กระทั่ง official website, ช่องทาง social media หรือกระทั่ง Facebook…

Speak Jewellery

My intention towards this blog is getting bigger. Can’t believe it has been more than 2 years since it all started. My first goal for it since I was a museum worker was to visit as many museums as possible (if you remember, I said I would visit 100 museums, what was I thinking?). Then…

Bookfair April2018

(credit cover photo from readthecloud.co)   It has been so many months this blog wasn’t updated anything, yet, I found my way back to this post by the topic I always wanted to write about. It’s one of my favourite things to do when I had free time, to go visiting bookstores and look for…

007 : Fabergé Museum

A small museum, ready to be discovered. Russia has been one of my always-wanted-to-go countries ever since I was young, because of several funny reasons like the Lomo Camera was invented here, and Russia was the originated place of the animation ‘Anastasia’ in 1997. I love this film so much that I could say it…

Brief History of the last Romanov Monarch through Fabergé Imperial Easter eggs

เรียนรู้ประวัติศาสตร์ปลายราชวงศ์โรมานอฟฉบับย่อ ผ่านงานช่างทองหลวงฟาบาร์เช่   ปฏิกริยาจากคนทั่วไปเมื่อพูดถึงประเทศรัสเซียนั้นมักแสดงออกในเชิงลบเสมอ เพราะไม่ว่าจะเป็นโศกนาฏกรรมของราชวงศ์โรมานอฟ สงครามการเมือง การก่อตั้งและการล่มสลายของสหภาพโซเวียต หรือกระทั่งฤดูหนาวอันโหดร้ายได้กลายเป็นภาพจำของประเทศไปเสียแล้ว จึงไม่แปลกที่เมื่อพูดถึงรัสเซียจะต้องต่อด้วยสมญานาม “ดินแดนหลังม่านเหล็ก” เสมอ เพราะนั่นอาจเป็นเพียงด้านเดียวที่คนทั่วไปรู้จักเมื่อพูดถึงประเทศอันกว้างใหญ่นี้ แต่ในทางกลับกัน ก่อนหน้าการปฏิรูปการปกครอง ย้อนไปในสมัยที่รัสเซียยังเรืองรองด้วยอำนาจขององค์จักรพรรดิ์ นอกเหนือจากความสามารถในการบริหารจัดการประเทศแล้ว ซาร์และซาริน่าแต่ละพระองค์ต่างมีรสนิยมในการเลือกสรรศิลปวัตถุต่างๆ มาไว้ครอบครอง โดยในภายหลังรัฐบาลได้เก็บรวบรวมไว้ด้วยกันแล้วเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้สาธารณชนเข้าชม ซึ่งนอกจากคุณค่าในแง่ความสวยงามเหนือกาลเวลาแล้ว ผลงานศิลปะเหล่านี้ยังทำหน้าที่บันทึกหน้าประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้นๆ ไว้อีกด้วย และหนึ่งในศิลปวัตถุที่ผ่านการรับสั่งโดยตรงจากประมุขของรัสเซีย รังสรรค์ขึ้นโดยช่างฝีมือชาวรัสเซีย เพื่อมอบให้แก่สมเด็จพระราชินีรัสเซียในขณะนั้น เรากำลังพูดถึง Fabergé Imperial Easter eggs หรือไข่ฟาบาร์เช่ ที่ปรากฏขึ้นครั้งแรกในช่วงการปกครองของพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 หรือเมื่อประมาณหนึ่งร้อยกว่าปีก่อน ถ้าเทียบช่วงเวลาเดียวกันในประเทศไทยนั้นอยู่ในรัชสมัยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5   ในภาพเป็นเหตุการณ์ที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาธประเทศรัสเซีย ซึ่งประมุขในขณะนั้นคือพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2   ความพิเศษของไข่ฟาบาร์เช่เริ่มต้นในเทศกาลอีสเตอร์ปี 1885 เมื่อพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 ได้รับสั่งให้ห้างทองของนายปีเตอร์ คาร์ล ฟาบาร์เช่ ออกแบบและจัดทำของขวัญเพื่อมอบให้กับสมเด็จพระราชินี โดยปูมหลังของซาริน่ามาเรีย ฟีโอโดรอฟน่านั้นเป็นเจ้าหญิงจากประเทศเดนมาร์ก ฟาบาร์เช่จึงออกแบบของขวัญดังกล่าวให้มีลักษณะใกล้เคียงกับสิ่งที่พระองค์คุ้นเคย ของที่ว่านี้คือกล่องใส่เครื่องประดับของพระองค์ในวัยเยาว์…

Day 9 around and about St. Petersburg

วันเกือบสุดท้ายในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ถือว่าเราเก็บสถานที่สำคัญๆ ได้เกือบครบ เหลือไม่กี่แห่งที่รู้สึกว่าไปก็ได้ไม่ไปก็ได้ แต่เมื่อมีวันเหลือคุณแม่ก็บอกว่าไปเถอะ เอาให้คุ้ม ความเดิมจากที่เราได้หนังสือ The Rulers of Russia มาจาก Peterhof แม่ก็ได้หนังสือ Saint Petersburg and its environs มาเช่นกัน ซึ่งภายในเล่มรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พร้อมรูปประกอบสีสวย เป็นเหตุผลให้แม่ซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึก และสถานที่ที่เราจะไปในวันนี้ ก็เกิดจากคุณแม่จิ้มเอาจากหนังสือเล่มนี้แหละ ไม่ได้แพลนกันมาตั้งแต่ต้น   St. Nicholas Naval Cathedral   โบสถ์ St. Nicholas มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าโบสถ์กะลาสีเรือ ซึ่งมีที่มาจากพื้นที่ตรงนี้เชื่อมต่อกับแม่น้ำ Moika และแม่น้ำ Fontanka โดยตั้งแต่สมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชนั้น กะลาสีเรือได้เริ่มเข้ามาอาศัยในบริเวณนี้ และเริ่มก่อสร้างสถานที่สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนาขึ้น ซึ่งในสมัยนั้นยังใช้ไม้เป็นวัตถุดิบหลัก จนกระทั่งในสมัยพระนางอลิซาเบธได้สั่งให้มีการก่อสร้างโบสถ์โดยใช้หินขึ้นแทนที่ โดยก่อนหน้านั้นต้องยกพื้นดินให้สูงขึ้นอีก 2 เมตรเพื่อป้องกันน้ำท่วม การก่อสร้างดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งรัชสมัยของพระนางแคทเธอรีนที่ 2 ได้มีการประกาศให้เป็นโบสถ์ของกองทัพเรืออย่างเป็นทางการ โดยภายในโบสถ์มีการทำพิธีให้กับทหารเรือที่เสียชีวิตในสงครามบ่อยครั้ง ซึ่งในปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้ถือเป็นอาคารสไตล์บาโรคที่สวยที่สุด และเหลือเพียงแห่งเดียวเท่านั้นในรัสเซีย  …

Day 8 Peterhof, Peter and Paul Fortress & Fabergé Museum

หลังจากตื่นเช้ามาและพบว่าอากาศดี ทำให้คุณแม่ตัดสินใจขอกลับไปแก้มือที่ Peterhof อีกรอบ ถ้ายังจำได้ วันก่อน (วันแรกที่ถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) เราได้เข้าไปดูห้องจัดแสดงด้านใน Grand Palace เรียบร้อย แต่พ่ายแพ้ต่อพายุหิมะ ทำให้ไม่ได้สำรวจภูมิทัศน์ด้านนอกที่เค้าว่ากันว่าสวยนักหนา แล้วไหนจะน้ำพุที่เป็นสัญลักษณ์ของ Peterhof ที่เรายังไม่ได้มีโอกาสถ่ายรูป สำหรับแม่แล้ว การไม่ได้ถ่ายรูปไฮไลท์ของสถานที่นั้นๆ แปลว่าเรายังมาไม่ถึง (หรือเพื่อนแม่ยังมาไม่ถึงนั่นเอง) ที่สำคัญที่เรายอมกลับมาอีกรอบ เพราะจำได้ว่าร้านหนังสือที่นี่ดีมาก อยากกลับมาซื้อหนังสือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับผู้ปกครองประเทศรัสเซีย ตอนนั้นมองข้ามไปเพราะคิดว่าคงขี้เกียจจนไม่ได้อ่าน แต่ถ้าไม่มีหนังสือเล่มที่ซื้อมานี้ คงจะไม่มีข้อมูลที่ใช้เขียนโพสทั้งหมดให้ได้อ่านกันแน่ๆ ต้องขอบคุณแม่ที่อุตส่าห์กลับมาอีกรอบ และขอแนะนำว่า หากไปเที่ยวที่ไหนแล้วอยากได้ของที่ระลึกของสถานที่นั้นๆ เก็บไว้ ซื้อเลยค่ะ จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง เพราะอาจจะไม่โชคดีได้มีเวลาตามกลับมาเก็บอีกแล้ว   Lomo LC-A with Fuji film 200   มีเรื่องตลกแต่เป็นความจริงเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กคือ ใน 1 ปีจะมีวันที่อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใสอยู่แค่ประมาณ 62 วันเท่านั้น พอรู้อย่างนี้แล้วก็ไม่ค่อยเสียใจเท่าไหร่ที่ไม่ได้เห็นน้ำพุเปิด เพราะก็คงเหมือนกับนักท่องเที่ยวส่วนมากที่ต้องเจอชะตากรรมเดียวกัน ความพิเศษของน้ำพุซึ่งเป็นที่เชิดหน้าชูตาของที่นี่ คือการใช้นวัตกรรมธรรมชาติ กล่าวคือ กลไกการเปิดน้ำพุนั้นไม่มีการใช้ระบบปั๊มในการฉีดน้ำแม้แต่น้อย หากแต่เป็นการออกแบบโดยอาศัยกฎแรงดึงดูดของโลก…