Jewels by JAR

หากใครเคยไปเที่ยวกรุงปารีส เมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส ย่อมรู้จักและอาจเคยมีโอกาสสัมผัสกับย่าน Place Vendôme ใจกลางเมือง อันเป็นที่ตั้งของร้านขายเครื่องประดับหลากหลายแบรนด์ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีราคาสูง ชื่อคุ้นหู และมีสาขาทั่วโลก ไม่ว่าจะแบรนด์ใหญ่อย่าง Cartier, Van Cleef & Arpels หรือแบรนด์แฟชั่นอย่าง Chanel และ Louis Vuitton ท่ามกลางบรรดาร้านเครื่องประดับสุดหรูเหล่านั้น หากไม่ทันสังเกตอาจเดินผ่านเลยไป กับร้านที่มี window display เป็นเครื่องประดับเพียง 1 ชิ้น และป้ายที่บอกชื่อแบรนด์ว่า JAR อยู่ด้านบน   ที่มา: Christopher Niquet   JAR (อ่านว่า จาร์) เป็นใครมาจากไหน ทำไมจึงมีหน้าร้านอยู่บนถนน Place Vendôme สุดหรูได้ แต่กลับใช้พื้นที่บริเวณนี้จัดหน้าร้านเหมือนกับปิดไว้ ราวกับไม่ต้องการต้อนรับลูกค้า และไม่พยายามจะนำเสนอเครื่องประดับใดๆ ออกสู่สายตาคนภายนอก สร้างความน่าสงสัยในตัวตนของแบรนด์ยิ่งนัก เพราะนอกจากจะมีหน้าร้านเพียงแห่งเดียว JAR ไม่มีแม้กระทั่ง official website, ช่องทาง social media หรือกระทั่ง Facebook…

Speak Jewellery

My intention towards this blog is getting bigger. Can’t believe it has been more than 2 years since it all started. My first goal for it since I was a museum worker was to visit as many museums as possible (if you remember, I said I would visit 100 museums, what was I thinking?). Then…

Bookfair April2018

(credit cover photo from readthecloud.co)   It has been so many months this blog wasn’t updated anything, yet, I found my way back to this post by the topic I always wanted to write about. It’s one of my favourite things to do when I had free time, to go visiting bookstores and look for…

Brief History of the last Romanov Monarch through Fabergé Imperial Easter eggs

เรียนรู้ประวัติศาสตร์ปลายราชวงศ์โรมานอฟฉบับย่อ ผ่านงานช่างทองหลวงฟาบาร์เช่   ปฏิกริยาจากคนทั่วไปเมื่อพูดถึงประเทศรัสเซียนั้นมักแสดงออกในเชิงลบเสมอ เพราะไม่ว่าจะเป็นโศกนาฏกรรมของราชวงศ์โรมานอฟ สงครามการเมือง การก่อตั้งและการล่มสลายของสหภาพโซเวียต หรือกระทั่งฤดูหนาวอันโหดร้ายได้กลายเป็นภาพจำของประเทศไปเสียแล้ว จึงไม่แปลกที่เมื่อพูดถึงรัสเซียจะต้องต่อด้วยสมญานาม “ดินแดนหลังม่านเหล็ก” เสมอ เพราะนั่นอาจเป็นเพียงด้านเดียวที่คนทั่วไปรู้จักเมื่อพูดถึงประเทศอันกว้างใหญ่นี้ แต่ในทางกลับกัน ก่อนหน้าการปฏิรูปการปกครอง ย้อนไปในสมัยที่รัสเซียยังเรืองรองด้วยอำนาจขององค์จักรพรรดิ์ นอกเหนือจากความสามารถในการบริหารจัดการประเทศแล้ว ซาร์และซาริน่าแต่ละพระองค์ต่างมีรสนิยมในการเลือกสรรศิลปวัตถุต่างๆ มาไว้ครอบครอง โดยในภายหลังรัฐบาลได้เก็บรวบรวมไว้ด้วยกันแล้วเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้สาธารณชนเข้าชม ซึ่งนอกจากคุณค่าในแง่ความสวยงามเหนือกาลเวลาแล้ว ผลงานศิลปะเหล่านี้ยังทำหน้าที่บันทึกหน้าประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้นๆ ไว้อีกด้วย และหนึ่งในศิลปวัตถุที่ผ่านการรับสั่งโดยตรงจากประมุขของรัสเซีย รังสรรค์ขึ้นโดยช่างฝีมือชาวรัสเซีย เพื่อมอบให้แก่สมเด็จพระราชินีรัสเซียในขณะนั้น เรากำลังพูดถึง Fabergé Imperial Easter eggs หรือไข่ฟาบาร์เช่ ที่ปรากฏขึ้นครั้งแรกในช่วงการปกครองของพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 หรือเมื่อประมาณหนึ่งร้อยกว่าปีก่อน ถ้าเทียบช่วงเวลาเดียวกันในประเทศไทยนั้นอยู่ในรัชสมัยของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5   ในภาพเป็นเหตุการณ์ที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาธประเทศรัสเซีย ซึ่งประมุขในขณะนั้นคือพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2   ความพิเศษของไข่ฟาบาร์เช่เริ่มต้นในเทศกาลอีสเตอร์ปี 1885 เมื่อพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 ได้รับสั่งให้ห้างทองของนายปีเตอร์ คาร์ล ฟาบาร์เช่ ออกแบบและจัดทำของขวัญเพื่อมอบให้กับสมเด็จพระราชินี โดยปูมหลังของซาริน่ามาเรีย ฟีโอโดรอฟน่านั้นเป็นเจ้าหญิงจากประเทศเดนมาร์ก ฟาบาร์เช่จึงออกแบบของขวัญดังกล่าวให้มีลักษณะใกล้เคียงกับสิ่งที่พระองค์คุ้นเคย ของที่ว่านี้คือกล่องใส่เครื่องประดับของพระองค์ในวัยเยาว์…

Day 9 around and about St. Petersburg

วันเกือบสุดท้ายในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ถือว่าเราเก็บสถานที่สำคัญๆ ได้เกือบครบ เหลือไม่กี่แห่งที่รู้สึกว่าไปก็ได้ไม่ไปก็ได้ แต่เมื่อมีวันเหลือคุณแม่ก็บอกว่าไปเถอะ เอาให้คุ้ม ความเดิมจากที่เราได้หนังสือ The Rulers of Russia มาจาก Peterhof แม่ก็ได้หนังสือ Saint Petersburg and its environs มาเช่นกัน ซึ่งภายในเล่มรวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พร้อมรูปประกอบสีสวย เป็นเหตุผลให้แม่ซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึก และสถานที่ที่เราจะไปในวันนี้ ก็เกิดจากคุณแม่จิ้มเอาจากหนังสือเล่มนี้แหละ ไม่ได้แพลนกันมาตั้งแต่ต้น   St. Nicholas Naval Cathedral   โบสถ์ St. Nicholas มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าโบสถ์กะลาสีเรือ ซึ่งมีที่มาจากพื้นที่ตรงนี้เชื่อมต่อกับแม่น้ำ Moika และแม่น้ำ Fontanka โดยตั้งแต่สมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชนั้น กะลาสีเรือได้เริ่มเข้ามาอาศัยในบริเวณนี้ และเริ่มก่อสร้างสถานที่สำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนาขึ้น ซึ่งในสมัยนั้นยังใช้ไม้เป็นวัตถุดิบหลัก จนกระทั่งในสมัยพระนางอลิซาเบธได้สั่งให้มีการก่อสร้างโบสถ์โดยใช้หินขึ้นแทนที่ โดยก่อนหน้านั้นต้องยกพื้นดินให้สูงขึ้นอีก 2 เมตรเพื่อป้องกันน้ำท่วม การก่อสร้างดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งรัชสมัยของพระนางแคทเธอรีนที่ 2 ได้มีการประกาศให้เป็นโบสถ์ของกองทัพเรืออย่างเป็นทางการ โดยภายในโบสถ์มีการทำพิธีให้กับทหารเรือที่เสียชีวิตในสงครามบ่อยครั้ง ซึ่งในปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้ถือเป็นอาคารสไตล์บาโรคที่สวยที่สุด และเหลือเพียงแห่งเดียวเท่านั้นในรัสเซีย  …

Day 8 Peterhof, Peter and Paul Fortress & Fabergé Museum

หลังจากตื่นเช้ามาและพบว่าอากาศดี ทำให้คุณแม่ตัดสินใจขอกลับไปแก้มือที่ Peterhof อีกรอบ ถ้ายังจำได้ วันก่อน (วันแรกที่ถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) เราได้เข้าไปดูห้องจัดแสดงด้านใน Grand Palace เรียบร้อย แต่พ่ายแพ้ต่อพายุหิมะ ทำให้ไม่ได้สำรวจภูมิทัศน์ด้านนอกที่เค้าว่ากันว่าสวยนักหนา แล้วไหนจะน้ำพุที่เป็นสัญลักษณ์ของ Peterhof ที่เรายังไม่ได้มีโอกาสถ่ายรูป สำหรับแม่แล้ว การไม่ได้ถ่ายรูปไฮไลท์ของสถานที่นั้นๆ แปลว่าเรายังมาไม่ถึง (หรือเพื่อนแม่ยังมาไม่ถึงนั่นเอง) ที่สำคัญที่เรายอมกลับมาอีกรอบ เพราะจำได้ว่าร้านหนังสือที่นี่ดีมาก อยากกลับมาซื้อหนังสือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับผู้ปกครองประเทศรัสเซีย ตอนนั้นมองข้ามไปเพราะคิดว่าคงขี้เกียจจนไม่ได้อ่าน แต่ถ้าไม่มีหนังสือเล่มที่ซื้อมานี้ คงจะไม่มีข้อมูลที่ใช้เขียนโพสทั้งหมดให้ได้อ่านกันแน่ๆ ต้องขอบคุณแม่ที่อุตส่าห์กลับมาอีกรอบ และขอแนะนำว่า หากไปเที่ยวที่ไหนแล้วอยากได้ของที่ระลึกของสถานที่นั้นๆ เก็บไว้ ซื้อเลยค่ะ จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง เพราะอาจจะไม่โชคดีได้มีเวลาตามกลับมาเก็บอีกแล้ว   Lomo LC-A with Fuji film 200   มีเรื่องตลกแต่เป็นความจริงเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กคือ ใน 1 ปีจะมีวันที่อากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใสอยู่แค่ประมาณ 62 วันเท่านั้น พอรู้อย่างนี้แล้วก็ไม่ค่อยเสียใจเท่าไหร่ที่ไม่ได้เห็นน้ำพุเปิด เพราะก็คงเหมือนกับนักท่องเที่ยวส่วนมากที่ต้องเจอชะตากรรมเดียวกัน ความพิเศษของน้ำพุซึ่งเป็นที่เชิดหน้าชูตาของที่นี่ คือการใช้นวัตกรรมธรรมชาติ กล่าวคือ กลไกการเปิดน้ำพุนั้นไม่มีการใช้ระบบปั๊มในการฉีดน้ำแม้แต่น้อย หากแต่เป็นการออกแบบโดยอาศัยกฎแรงดึงดูดของโลก…

Day 7 Catherine Palace, Chesme Church & Smolny Cathedral

โพสก่อนหน้าเนื้อหาค่อนข้างหนักและเน้นไปทางประวัติศาสตร์ซะมาก อาจทำให้น่าเบื่อไปบ้างแต่ความจริงเราว่าประวัติศาสตร์ถือเป็นจุดขายหนึ่งของประเทศรัสเซียเลย และในปี 2017 นี้ยังเป็นการครบรอบ 100 ปีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองด้วย ในระยะเวลาเพียง 100 ปีนี้ไม่อาจทำให้ร่องรอยของอดีตจางหายไปได้มากนัก เห็นได้จากเรื่องราวของสมาชิกในราชวงศ์นั้นยังคงเป็นจุดขายที่ซ่อนอยู่ในทุกๆ สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำของรัสเซีย   Pentax MX with Agfa Vista 400   วันนี้เราเดินทางออกนอกเมืองมายัง Pushkin (ในอดีตชื่อเมือง Tsarskoye Selo) อันเป็นที่ตั้งของพระราชวัง Catherine Palace ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปีเตอร์ที่ 1 โดยตั้งชื่อตามพระราชินีของพระองค์ พระนางแคทเธอรีนที่ 1 โดยทั้งสองมีพระราชธิดานามว่า พระนางอลิซาเบธ ผู้ซึ่งในภายหลังได้ทำการตกแต่งและปรับปรุงพระราชวังแห่งนี้ให้ยิ่งใหญ่และงดงาม การเดินทางมาจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กก็ไม่ยาก แต่ต้องไปขึ้นรถบัสที่อยู่ด้านหลังรูปปั้นเลนิน ซึ่งรูปปั้นที่ว่าตั้งอยู่ใกล้กับเมโทรป้าย Moskovskaya สายสีฟ้า เมื่อถึงแล้วให้เดินตามคำว่า Leninsky ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าออกตามทางที่ชี้ไป Leninsky เลยจะกลายเป็นฝั่งตรงข้าม ฉะนั้นให้ออกทางออกที่ถึงก่อนหน้าจะโผล่ขึ้นมาเจอรูปปั้นพอดี และเมื่อเดินไปด้านหลังจะเจอคิวรถตู้กับรถบัสมากมายจอดรออยู่ ไม่ต้องกลัวหลง เพราะคนขับจะถามทันทีว่า Pushkin? ถ้าไม่แน่ใจจะถามว่า Cathrine Palace…

Day 6 Church of Savior on the Spilled Blood, Hermitage Museum & St. Isaac’s Cathedral

เช้าวันนี้ยังคงเห็นร่องรอยของพายุหิมะเมื่อวาน สีขาวๆ ของหิมะช่างตัดกันดีกับสีสันของตึกและอาคารในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เท้าความกันสักนิด เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กแห่งนี้เกิดขึ้นจากความต้องการส่วนพระองค์ของพระเจ้าปีเตอร์ที่ 1 ที่ต้องการจะสร้างเมืองที่แสดงออกถึงอำนาจของรัสเซีย และเป็นประตูเปิดสู่ความศิวิไลซ์อย่างประเทศทางฝั่งยุโรป โดยพระองค์ได้ย้ายเมืองหลวงจากกรุงมอสโกมายังเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในปี 1724 โดยในการสร้างเมืองครั้งนั้นสูญเสียคนงานไปจำนวนมาก ทั้งจากโรคภัยและอุบัติเหตุ แต่ก็ไม่ทำให้ความตั้งใจของพระเจ้าปีเตอร์ที่ 1 ลดลง พระองค์ยังคงเดินหน้าพัฒนาเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยการนำช่างฝีมือจากฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน และสวิตเซอร์แลนด์ มาออกแบบเพื่อสร้างมหาวิหารและพระราชวังที่งดงามหลายแห่ง ตลอดรัชสมัยพระองค์ได้นำพารัสเซียให้เป็นที่รู้จักและได้รับการเถลิงพระเกียรติเป็น พระเจ้าปีเตอร์มหาราช ในที่สุด   Pentax MX with Fuji color 100   สถานที่แรกที่เรามาในวันนี้คือ Church of Savior on the Spilled Blood หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า The Resurrection of Christ Church คนไทยเรียกกันสั้นๆ ว่า โบสถ์หยดเลือด สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 เพื่อเป็นเกียรติแก่พระราชบิดาของพระองค์ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 ในเหตุการณ์ที่พระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ในบริเวณนี้จากการปาระเบิดของกลุ่มปฏิวัติ ภายในโบสถ์มีการกั้นบริเวณที่เกิดเหตุให้ชมด้วย ภายนอกเป็นสถาปัตยกรรมรูปโดมหัวหอม…

Day 5 Hello St. Petersburg!

*ภาพถ่ายในโพสนี้ไม่ใช่รูปจากกล้องฟิล์ม เนื่องจากในวันนั้นหิมะตกอย่างหนัก อากาศหนาวมาก จึงไม่สามารถหยิบกล้องออกมาถ่ายได้ ส่วนมากเป็นภาพจากไอโฟน 7 และกล้องดิจิตอลสลับกันไปค่ะ   เช้ามาลืมตาตื่นขึ้นบนรถไฟที่กำลังเคลื่อนเข้าใกล้เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เป็นการนอนบนรถไฟครั้งแรกที่สบายสุดๆ ถึงแม้อากาศจะหนาวไปนิด แต่ด้วยบรรยากาศโดยรวมแล้วก็ทำให้ลืมเรื่องนั้นไปเลย เพราะเมื่อเปิดม่านหน้าต่างออก ก็พบว่าเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กกำลังต้อนรับเราด้วยหิมะละอองเล็กๆ ซึ่งก็ตรงกับพยากรณ์อากาศที่บอกว่าต่อจากนี้จะมีหิมะตกเกือบทุกวัน  คิดในใจว่าชักจะไม่สนุกแล้วสิ ถ้าหิมะตกทุกวันเราจะได้ออกไปเที่ยวตามแพลนที่วางไว้ไหม     ก่อนที่จะหลับไปเมื่อคืนพนักงานประจำโบกี้ได้เดินเข้ามาแจ้งว่า อาหารเช้าจะเสิร์ฟที่ห้องในเวลา 7 โมงตรงก่อนรถไฟจะถึงชานชาลาประมาณ 50 นาที แต่ในความเป็นจริงอาหารมาเสิร์ฟช้ากว่าที่บอกมาก ทำให้เราเกือบเก็บของไม่ทัน เริ่มต้นอาจจะตะกุกตะกักเล็กน้อย แต่ก็ถึงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กโดยสวัสดิภาพ     แพลนวันแรกของเราคือเมื่อ check-in ที่พักเรียบร้อย ก็จะออกเดินทางไปเที่ยว Peterhof หรือที่รู้จักกันว่าเป็นพระราชวังฤดูร้อน ที่มีพื้นที่กว้างขวาง มีการประดับตกแต่งทั่วทั้งบริเวณไม่ว่าจะเป็นอาคารหรือสวนสวย และน้ำพุที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ซึ่งทั้งหมดนั้นจะเกิดขึ้นในฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงอากาศดี high season ของรัสเซีย แต่เมื่อเรามาในปลายฤดูหนาว พระราชวัง Peterhof เลยต้อนรับเราด้วยพายุหิมะแทน การเดินทางไปไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย เพราะไม่มีรถไฟใต้ดินไปถึง ต้องนั่งรถต่อไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งรถที่ไปก็มีให้เลือกหลายประเภท ทั้งรถตู้และรถบัสแต่แนะนำให้ไปรถตู้ เพราะวันแรกที่ไปเราเลือกนั่งบัสซึ่งใช้เวลานานกว่าที่คิดมาก กว่าจะถึงใช้เวลาไปเกือบหนึ่งชั่วโมง     พอไปถึงก็ยังเจอกับหิมะที่ตกมาตลอดทาง แต่ยังพอเดินถ่ายรูปเล่นได้อยู่…

Moscow Metro Hunting!

On my last day in Moscow, I spent that afternoon by hopping through metro stations. Here are some of recommended beautiful ones. Most of them located in brown lines, which run by circle. There are also a few in navy blue and the rest in other lines. Enjoy!   Brown line   Kievskaya   Belorusskaya…

Day 4 Novodevichy & Izmailovsky market

วันสุดท้ายในเมืองมอสโก มาต่อกันที่อารามชี Novodevichy ที่เมื่อวานหลงเชื่อ Google ว่าที่นี่ปิดหนึ่งทุ่ม เลยแวะมาแล้วหนึ่งรอบ แต่ก็ต้องอกหักเพราะปิดไปแล้วตั้งแต่ห้าโมงเย็น ที่รีบอยากมาตั้งแต่เมื่อวานเพราะวันนี้ตามพยากรณ์อากาศบอกว่าฝนจะตก ซึ่งจากประสบการณ์ก็จะค่อนข้างเชื่อถือพยากรณ์อากาศทางฝั่งยุโรปมากอยู่ และก็จึงอย่างว่า ฝนเทลงมาแต่เช้าทำให้เราต้องเข้ามาหาที่หลบฝนกันในห้องนิทรรศการ   Pentax MX with Fuji color 100   ที่นี่มีการจัดแสดงเรื่องราวทางศาสนาและภาพ Icon ตอนแรกไม่เข้าใจว่าภาพ Icon คืออะไร แต่ไปที่โบสถ์ไหนๆ ก็มักจะพูดถึงเสมอ จนมารู้ว่าภาพ Icon คือภาพสำคัญทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นภาพพระแม่มารีอุ้มบุตร หรือภาพที่บอกเล่าเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ซึ่งผู้ที่นับถือนิกายออร์โธด็อกซ์นั้นให้ความเคารพเป็นอย่างมาก ในห้องนิทรรศการของอารามชีแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยภาพที่ว่าในลายเส้นต่างๆ ของแต่ละศิลปิน ซึ่งไม่เพียงแต่จำกัดอยู่บนภาพจิตรกรรมเท่านั้น บางครั้งยังมีการตกแต่งประดับ และใช้เทคนิคการทำเครื่องประดับเข้ามาร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับศรัทธาและความสามารถของศิลปินท่านนั้นๆ   Pentax MX with Fuji color 100   อารามชีแห่งนี้มีเรื่องเล่าที่ว่า ในสมัยก่อนการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าปีเตอร์ที่ 1 มหาราชเกิดการแย่งชิงราชสมบัติกันระหว่างพี่น้อง โดยในตอนนั้นมีการขึ้นครองราชย์พร้อมกันถึง 3 พระองค์ ได้แก่…

Day 3 Tsaritsyno & Kolomenskoye

เริ่มต้นวันด้วยการเดินทางไป Museum-Reserve Tsaritsyno (ไม่เข้าใจคำว่า museum-reserve ข้างหน้าเหมือนกัน) รู้แต่ว่าในสมัยพระนางแคทเธอรีนที่ 2 ได้ตั้งใจสร้างที่นี่ขึ้นเพื่อใช้เป็นพระราชวัง แต่พระนางสิ้นประชนม์เสียก่อน ทำให้การก่อสร้างสะดุดลงและถูกปล่อยทิ้งร้างไว้อย่างนั้น ทำให้สถานที่นี้ไม่เคยถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าเชื้อพระวงศ์จริงๆ เลย จนกระทั่งในปี 2005-2007 ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินได้สั่งให้มีการฟื้นฟูอาคารเก่าแก่หลายแห่ง ที่นี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น ได้รับการบูรณะและจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นในที่สุด โดยจัดแสดงนิทรรศการเพื่อบอกเล่าความเป็นมาของสถานที่ รวมถึงเรื่องราวในอดีตเมื่อครั้งยังมีการปกครองระบอบพระมหากษัตริย์อยู่   Pentax MX with Kodak color plus 200   ถ้าใครได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศรัสเซีย มีความรู้และสามารถไล่ลำดับซาร์และซาริน่าของรัสเซียได้ จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการเที่ยวได้อีกมาก เพราะสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่นั้น ไม่มากก็น้อยในอดีตต้องเคยเป็นที่พักอาศัยของบรรดาเชื้อพระวงศ์มาก่อน การที่เรามีความรู้เรื่องเหตุการณ์หรือความสัมพันธ์ในอดีต จะช่วยให้เราเข้าใจ สนุกและอินไปกับสถานที่นั้นๆ ได้ดียิ่งขึ้น ความยากคือชื่อของซาร์และซาริน่าแต่ละพระองค์นั้นซ้ำกันเต็มไปหมด เช่น พระเจ้าปีเตอร์ ก็ดันมีปีเตอร์หลายพระองค์ เช่น ปีเตอร์ที่ 1 หรือปีเตอร์ที่ 2 ซึ่งดันมีพระชายาชื่อพระนางแคทเธอรีนเหมือนกันอีก หรือพระเจ้า Alexander ก็อภิเษกสมรสกับพระราชินีชื่อ Maria เหมือนกันตั้งสองคู่ สร้างความสับสนว่าตกลงใครเป็นใครกันแน่ วังนี้หรือวังนั้นสร้างขึ้นในสมัยของใคร แต่ถ้าไล่ลำดับได้เมื่อไหร่…